รบ.ฝรั่งเศสส่งสัญญาณ ประนีประนอมม็อบเสื้อกั๊กเหลือง

แม้ประธานาธิบดีฝรั่งเศสยังไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของ “ม็อบเสื้อกั๊กเหลือง” ในการเจรจาด้วยตัวเอง ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นถึงขั้นให้ลาออก แต่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าภาครัฐเตรียมออกมาตรการ “ประนีประนอม” กับฝ่ายต่อต้าน จากความขัดแย้งเพราะการขึ้นราคาน้ำมันแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ว่าประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ยังคงสงวนท่าทีต่อสถานการณ์ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล ซึ่งมีชนวนเหตุจากการที่รัฐบาลของผู้นำหนุ่มวัย 40 ปี ต้องการขึ้นราคาเชื้อเพลิง “ครั้งใหญ่” ในเดือน ม.ค. ที่จะถึงนี้ เพื่อหวังกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแนวทางดังกล่าวยังสวนทางกับความคิดของชาวฝรั่งเศสส่วนใหญ่ซึ่งยังคงใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และมองว่านโยบายของมาครงจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
 
เจ้าหน้าที่เทศบาลกำลังทำความสะอาดสีสเปรย์ที่มีผู้พ่นเป็นข้อความว่า “มาครงออกไป” ที่ด้านหนึ่งของประตูชัย

ทั้งนี้ ผู้นำฝรั่งเศสยกเลิกกำหนดการเยือนกรุงเบลเกรด เมืองหลวงของเซอร์เบียในสัปดาห์นี้ แน่นอนว่าเป็นเพราะสถานการณ์ภายในประเทศที่ยังตึงเครียด แต่การที่มาครงยืนกรานเดินหน้านโยบายในเรื่องนี้ตามเดิม และยังคงปฏิเสธข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงที่รวมตัวกันในนาม “แนวร่วมเสื้อกั๊กสีเหลือง” ในการลงมาเจรจาด้วยตัวเอง แต่กลับมอบหมายให้นายกรัฐมนตรีเอดูอาร์ ฟิลิป เป็นตัวแทน ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายต่อต้าน โดยน.ส.แจ็กลีน มูเราด์ และนายเบนจามิน เกาชี หนึ่งในแกนนำของแนวร่วมเสื้อกั๊กสีเหลือง ปฏิเสธคำเชิญของฟิลิปให้มาพบกันที่ทำเนียบเลลีเซ ในวันอังคารที่ 4 ธ.ค. นี้แล้ว “ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย”
 
อย่างไรก็ตาม ฟิลิปกล่าวว่ารัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมประกาศ “มาตรการบางอย่าง” ด้วยวัตถุประสงค์ “เพื่อการประนีประนอม” ภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ยังไม่ลงลึกในรายละเอียด และยืนยันว่ายังไม่มีแผนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน อนึ่ง สถานการณ์ประท้วงต่อต้านนโยบายดังกล่าวของภาครัฐ ที่ลุกลามกลายเป็นการแสดงความไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพ และการขับไล่มาครงออกจากตำแหน่งทั้งที่เพิ่งทำหน้าที่ล่วงเข้าสู่ปีที่ 2 กลายเป็นสถานการณ์รุนแรงที่สุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่ช็องเซลีเซ ซึ่งเป็นการจลาจลอย่างหนักจนมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 400 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 130 คน ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่อย่างน้อย 4 คน เป็นสถิติจากทั่วประเทศ

ด้านนายบรูโน เลอ แมร์ รมว.กระทรวงเศรษฐกิจของฝรั่งเศส ยอมรับว่าสถานการณ์ที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 1 เดือน ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจขนากลางและขนาดเล็กที่เกี่ยวข้อง มีรายงานว่ารายได้ลดลงเฉลี่ยระหว่าง 15-50% โดยในส่วนของการจองห้องพักโรงแรมลดลงระหว่าง 15-25%.